<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประเทศสหรัฐอเมริกา.com ท่องเที่ยวสหรัฐ ข้อมูลอเมริกา ข่าวสารเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา</title>
	<atom:link href="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com</link>
	<description>ประเทศสหรัฐอเมริกา,สหรัฐอเมริกา,สหรัฐ,อเมริกา,เที่ยวอเมริกา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 05 Jun 2010 06:12:25 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา</title>
		<link>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jun 2010 06:12:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ประเทศสหรัฐอเมริกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประเทศสหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[1.แต่ละรัฐมีอิสระในการควบคุมคุณภาพและวางแผนด้านการเรียนการสอนเอง โดยไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานด้านการศึกษา ในการคอยควบคุมและกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ
2.การศึกษาภาคบังคับนั้น นักเรียนอเมริกัน ทุกคนจะได้รับสิทธิเรียนฟรี จนกระทั่งถึงเกรด 12 (Grade 12) หรือจบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
3.การเรียนในระดับอุดมศึกษานั้น หากนักศึกษาต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในรัฐที่ตนเองไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เรียกว่า Out of States Tuition เพิ่มขึ้นมาด้วย
4.หากนักเรียนต่างชาติ ต้องการเข้าไปเรียนในระดับประถม และมัธยมนั้น ทางสหรัฐจะจำกัดสิทธิให้สมัครได้เพียงโรงเรียนเอกชน (Private School) เท่านั้น จะไม่สามารถเรียนกับโรงเรียนรัฐบาล (Public School) ได้ (ยกเว้นนักเรียนทุนหรือนักเรียนแลกเปลี่ยน (Exchange Visitor Program) ที่ถือวีซ่า J1 สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้)
การศึกษาในระดับต่าง ๆ
ระดับอนุบาล ( Kindergarten)
การศึกษาระดับนี้ ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่เป็นการเรียนเพื่อปรับพื้นฐานในช่วงอายุ 3-6 ปีก่อนที่จะเริ่มเรียนอย่างจริงจังในระดับประถมศึกษา
ระดับประถมศึกษา (Primary School)
เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 6 &#8211; 11 ปี โดยมีระยะเวลาการศึกษา 6 ปี เริ่มเข้าเรียนที่ Grade [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/06/139309.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-17" style="margin: 5px;" title="139309" src="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/06/139309-214x300.jpg" alt="" width="214" height="300" /></a>1.แต่ละรัฐมีอิสระในการควบคุมคุณภาพและวางแผนด้านการเรียนการสอนเอง โดยไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานด้านการศึกษา ในการคอยควบคุมและกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ<br />
2.การศึกษาภาคบังคับนั้น นักเรียนอเมริกัน ทุกคนจะได้รับสิทธิเรียนฟรี จนกระทั่งถึงเกรด 12 (Grade 12) หรือจบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย<br />
3.การเรียนในระดับอุดมศึกษานั้น หากนักศึกษาต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในรัฐที่ตนเองไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เรียกว่า Out of States Tuition เพิ่มขึ้นมาด้วย<br />
4.หากนักเรียนต่างชาติ ต้องการเข้าไปเรียนในระดับประถม และมัธยมนั้น ทางสหรัฐจะจำกัดสิทธิให้สมัครได้เพียงโรงเรียนเอกชน (Private School) เท่านั้น จะไม่สามารถเรียนกับโรงเรียนรัฐบาล (Public School) ได้ (ยกเว้นนักเรียนทุนหรือนักเรียนแลกเปลี่ยน (Exchange Visitor Program) ที่ถือวีซ่า J1 สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้)</p>
<p>การศึกษาในระดับต่าง ๆ</p>
<p>ระดับอนุบาล ( Kindergarten)<br />
การศึกษาระดับนี้ ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่เป็นการเรียนเพื่อปรับพื้นฐานในช่วงอายุ 3-6 ปีก่อนที่จะเริ่มเรียนอย่างจริงจังในระดับประถมศึกษา</p>
<p>ระดับประถมศึกษา (Primary School)<br />
เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 6 &#8211; 11 ปี โดยมีระยะเวลาการศึกษา 6 ปี เริ่มเข้าเรียนที่ Grade 1 จนถึง Grade 6 (เทียบเท่ากับประถมศึกษาปีที่ 1 &#8211; 6 ในประเทศไทย) จึงจะสำเร็จการศึกษาในระดับนี้<span id="more-14"></span></p>
<p>ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School หรือ High School)<br />
เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 12 &#8211; 18 ปี โดยมีระยะเวลาการศึกษา 6 ปี โดยจะเริ่มเรียนที่ Grade 7 – 8 ซึ่งเรียกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และต่อด้วย Grade 9 –12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยส่วนใหญ่แล้ว นักเรียนจะเรียนต่อเนื่องจนกระทั่งจบการศึกษาในระดับนี้ที่อายุ 18 ปี (เทียบเท่า วุฒิ ม.6)</p>
<p>รายชื่อหมวดวิชาที่ต้องเรียนในระดับนี้<br />
•ภาษาอังกฤษ (English)<br />
•คณิตศาสตร์ (Math)<br />
•วิทยาศาสตร์ (Sciences)<br />
•สังคมศึกษา (Social Studies)<br />
•ภาษาต่างประเทศ (Foreign Languages)<br />
•พลศึกษา (Physical Education)<br />
•ศิลปะ (Art)<br />
•ดนตรี (Music)<br />
•Home Economics<br />
•Industrial Arts</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา</title>
		<link>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 06:11:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ประเทศสหรัฐอเมริกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประเทศสหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยกับสหรัฐอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/?p=12</guid>
		<description><![CDATA[ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ด้านการทูต
ไทยและสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 ปัจจุบันไทยเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และมีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่ง คือ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่
1.2 ด้านการเมือง
ไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยในปี 2552 เป็นปีที่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของทั้งสองประเทศก้าวสู่ปีที่ 176 ความสัมพันธ์โดยทั่วไประหว่างไทย-สหรัฐอเมริกาดำเนินไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงรวมทั้ง โดยเมื่อปี 2546 สหรัฐฯ ได้ประกาศให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non NATO Ally – MNNA) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กองทัพไทยสามารถจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และเข้าถึงเทคโนโลยีทางการทหารต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ได้ นอกจากนั้น ไทยกับสหรัฐฯ ยังมีการฝึกซ้อมร่วม/ผสม Cobra Gold [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/05/US_visa_siam_legal_mall_ColorfulUSFlag.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-19" title="US_visa_siam_legal_mall_ColorfulUSFlag" src="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/05/US_visa_siam_legal_mall_ColorfulUSFlag-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a>ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา<br />
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป<br />
1.1 ด้านการทูต<br />
ไทยและสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 ปัจจุบันไทยเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และมีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่ง คือ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่<span id="more-12"></span></p>
<p>1.2 ด้านการเมือง<br />
ไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยในปี 2552 เป็นปีที่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของทั้งสองประเทศก้าวสู่ปีที่ 176 ความสัมพันธ์โดยทั่วไประหว่างไทย-สหรัฐอเมริกาดำเนินไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงรวมทั้ง โดยเมื่อปี 2546 สหรัฐฯ ได้ประกาศให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non NATO Ally – MNNA) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กองทัพไทยสามารถจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และเข้าถึงเทคโนโลยีทางการทหารต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ได้ นอกจากนั้น ไทยกับสหรัฐฯ ยังมีการฝึกซ้อมร่วม/ผสม Cobra Gold ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกร่วมและผสมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศที่ร่วมสังเกตการณ์หลายประเทศ รวมทั้งผู้แทนจากสหประชาชาติ โดยในการฝึก Cobra Gold 2005 ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติ อันเป็นผลจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547</p>
<p>ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในความร่วมมือในช่วงเหตุการณ์คลื่นสึนามิ โดยไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และนานาชาติโดยอนุญาตให้ใช้อู่ตะเภาเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยในภูมิภาค ขณะที่ สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้งนามธรรมและรูปธรรมต่างๆ อาทิ การแสดงความเสียใจของบุคคลระดับสูง ตลอดจน การส่งอากาศยาน เวชภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่นิติเวช มาให้ความช่วยเหลือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มอบหมายให้อดีตประธานาธิบดี Bush ผู้พ่อและ Clinton เดินทางเยือนไทยและประเทศที่ประสบภัยอื่นๆ เพื่อสำรวจความเสียหายและระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชนสหรัฐฯ ซึ่งได้จัดให้มีการประชุม Private Sector on Post-Tsunami Reconstruction and Rehabilitation (PSS) ขึ้นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย</p>
<p>อนึ่ง จากการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ประสบผลสำเร็จของไทย สหรัฐฯ ได้ประกาศถอนชื่อประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่เป็นแหล่งผลิตและ/หรือทางผ่านสำคัญของยาเสพติดเมื่อปี 2547</p>
<p>ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สหรัฐฯ ได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ของไทย และหวังว่าไทยจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด ท่าทีของสหรัฐฯ เป็นการแสดงออกในกรอบของหลักการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นค่านิยมที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ตามกฎหมายงบประมาณด้านกิจการต่างประเทศประจำปี 2549 มาตรา 508 ซึ่งห้ามการให้งบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศแก่ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการรัฐประหาร และกฎหมายการป้องกันประเทศ ประจำปี 2549 มาตรา 1206 เกี่ยวกับการสนับสนุนการพัฒนาความสามารถทางการทหารของประเทศต่างๆ สหรัฐฯ จำเป็นต้องยุติการให้ความช่วยเหลือทางการทหารบางส่วนต่อไทย เป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ</p>
<p>อย่างไรก็ดี การดำเนินการของสหรัฐฯ ดังที่กล่าวมาถือได้ว่าเป็นไปตามหลักการและกฎหมายของสหรัฐฯ โดยไม่ได้เป็นการแสดงถึงความเป็นปฏิปักษ์กับไทย และภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการระงับการให้ความช่วยเหลือทางทหารต่อไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 นอกจากนั้น ประธานาธิบดี George W. Bush ได้เดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศอีกวาระหนึ่ง</p>
<p>โดยรวมความสัมพันธ์ไทย &#8211; สหรัฐฯ มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางยาวนาน โดยสหรัฐฯ ยังคงให้ความช่วยเหลือต่อไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านต่างๆ อาทิ การแก้ไขปัญหายาเสพติด การต่อต้านการก่อการร้าย การป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กำลังมุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง โดยผู้นำรัฐบาลทั้งสองได้ตกลงที่จะจัดทำ Plan of Action และให้มีความพยายามอย่างแข็งขันเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค อาทิ อาเซียน ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม ซึ่งรวมถึงความร่วมมือด้านโรคเอดส์ และความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกด้วย</p>
<p>1.3 ด้านการค้า</p>
<p>สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดสำหรับไทย โดยในปี 2551 มูลค่าการค้ารวม 31,665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 8,883 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 20,274 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 11,391 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ</p>
<p>สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ อาหารกระป๋องและแปรรูป อัญมณี ยาง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องไฟฟ้า แผงวงจร และกุ้งสดแช่แข็ง</p>
<p>สินค้านำเข้าที่สำคัญจากสหรัฐฯ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภันฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมีการถ่ายภาพ เงินแท่ง เส้นใยในการทอ</p>
<p>ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ต่ออายุสิทธิพิเศษตามระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences: GSP) โดยจะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีสินค้าในกลุ่มที่อาจถูกตัดสิทธิ GSP ในรอบการประเมินของปี 2551 เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกเกิน 202.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมีส่วนแบ่งตลาดเกินร้อยละ 50 ได้แก่ แป้งธัญพืช ลิ้นจี่ ลำไยกระป๋อง เม็ดพลาสติก ฟิล์ม ฟอยล์ กระเบื้องปูพื้นและผนัง ของใช้บนโต๊ะอาหารทำจากอลูมิเนียม ดอกกล้วยไม้สด ทุเรียนสด มะละกอตากแห้ง มะขามตากแห้ง มะละกอแปรรูป และทองแดงบริสุทธิ์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังยื่นคำร้องเพื่อขอคืนสิทธิ</p>
<p>อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นที่คั่งค้างอยู่ โดยเฉพาะการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่หยุดชะงักไปเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิบัตรโดยรัฐ (Compulsory Licensing: CL) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาทางการค้าอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน ได้แก่ มาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อสินค้าอาหารบางชนิดของไทย มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การบังคับให้ใช้เครื่องมือแยกเต่าทะเล ในการจับกุ้ง</p>
<p>เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representatives: USTR) ได้ประกาศลดสถานะของไทยในด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากกลุ่มประเทศที่ต้องถูกจับตามอง (Watch List &#8211; WL) ไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List &#8211; PWL) ซึ่งการปรับลดสถานะของไทย เป็นผลอันเนื่องมาจากข้อพิจารณาด้านความหย่อนยานของมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และปัญหาสิทธิบัตรยา นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากการที่ไทยเป็นประเทศต้นทางและทางผ่านของสินค้าปลอมแปลง และปัญหาการขโมยสัญญาณทีวี และการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านสิ่งพิมพ์ที่มีมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2551 ไทยคงสถานะ Priority Watch List และสหรัฐฯ จะประกาศผลการจัดลำดับอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552</p>
<p>ประเทศไทยกับสหรัฐฯ เริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ เมื่อปี 2547 โดยได้มีการเจรจาแล้ว 6 รอบ โดยรอบล่าสุดจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 9-13 มกราคม 2549 โดยหัวข้อการหารือในการเจรจา รวมถึงเรื่องการเปิดตลาดสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม เกษตร สิ่งทอ ภาคบริการ การเงิน และการลงทุน มาตรการเยียวยาทางการค้า มาตรการสุข อนามัยพืชและสัตว์ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า กฎแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่องศุลกากร การเคลื่อนย้ายบุคลากร แรงงานและสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างขีดความสามารถทางการค้า เป็นต้น อย่างไรก็ดี การเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และยังมีประเด็นสำคัญอีกหลายประเด็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้</p>
<p>1.4 ด้านการลงทุน<br />
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 2 (รองจากญี่ปุ่น) โดย BOI ได้อนุมัติการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศไทย 101,107 ล้านบาทในปี 2550 และ 7,471 ล้านบาทในปี 2551 บริมาณเงินลงทุนลดลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 เนื่องจากช่วงปี 2550 มีโครงการใหญ่ของ Dow Chemical นอกจากนั้น มีโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการของสหรัฐฯ ที่ไม่ปรากฎในสถิติของสหรัฐฯ คือ โครงการผลิตอุปกรณ์ประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Western Digital มูลค่า 15,260.8 ล้านบาท แหล่งเงินทุนมาจากมาเลเซีย และโครงการการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไมโครชิฟ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) มูลค่า 7,344 ล้านบาท แหล่งเงินมาจากหมู่เกาะบาร์เบโดส ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2552 มูลค่าการลงทุนจากสหรัฐฯ จะมีมูลค่าใกล้เคียงกับปี 2551 โดยอาจมีบริษัทสหรัฐฯ ที่มาลงทุนด้านพลังงานทดแทน</p>
<p>2. ความตกลงสำคัญๆ กับไทย<br />
1.บันทึกความตั้งใจตามโครงการติดตั้งศูนย์ข้อมูลบุคคล (PISCES) ลงนามเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547<br />
2.Trade and Investment Framework Agreement ลงนามเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545<br />
3.กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544<br />
4.ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ลงนามเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541<br />
5.ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539<br />
6.อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539<br />
7.สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2529<br />
8.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2527<br />
9.สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2526<br />
10.สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ลงนามเมื่อวันที่<br />
29 ตุลาคม 2525<br />
11.ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522<br />
12.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2520<br />
13.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ลงนามเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2514<br />
14.สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหรัฐฯ ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2509<br />
15.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค ลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2493<br />
16.สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือ ลงนามเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2480<br />
17.หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี การค้า และพิกัด (ค.ศ. 1856) ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2399<br />
18.หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ค.ศ. 1833 ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2376</p>
<p>3. การแลกเปลี่ยนการเยือน<br />
3.1 การเยือนของผู้นำและพระบรมวงศ์<br />
ฝ่ายไทย<br />
วันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ในสมัยประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่รัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 29 มิถุนายน 2503</p>
<p>วันที่ 6 – 20 มิถุนายน และ 24 &#8211; 29 มิถุนายน 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 ในสมัยประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson</p>
<p>วันที่ 5 – 8 มีนาคม 2528 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ SUPPORT และพระราชทานพระราชวโรกาสให้องค์การ Save the Children Fund ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล</p>
<p>วันที่ 26 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2534 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการ The Best of Washington ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ</p>
<p>วันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์ก เพื่อร่วมพิธีทูลเกล้าถวายรางวัล FDR International Disability Award</p>
<p>วันที่ 4 – 16 ตุลาคม 2545 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงรับการถวายรางวัลมนุษยธรรม โดยสถาบัน MD Anderson Cancer Center และทรงเปิดงานฉายภาพยนต์เรื่อง The Legend of Suriyothai รอบปฐมทัศน์ที่ The Kennedy Center</p>
<p>วันที่ 11 –17 มิถุนายน 2546 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 18 – 21 มิถุนายน 2547 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จ เยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุม 7th Biennial Symposium International Society of Environmental Biotechnology (ISEB) ณ นครชิคาโก</p>
<p>วันที่ 27 &#8211; 31 พฤษภาคม 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 28 &#8211; 31 พฤษภาคม 2548 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เนื่องในโอกาสพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล</p>
<p>วันที่ 21 &#8211; 23 มิถุนายน 2548 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงเป็นองค์ประธานงาน &#8220;A Taste of Thailand Benefit for Tsunami Orphans&#8221;</p>
<p>วันที่ 19 &#8211; 26 เมษายน 2549 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เพื่อเข้าร่วมพิธีศพพลโทวิลเลียม พี ยาโบโร (William P. Yarborough)</p>
<p>วันที่ 13 &#8211; 17 กรกฎาคม 2549 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เมืองยูจีน มลรัฐโอเรกอน</p>
<p>วันที่ 30 กรกฎาคม &#8211; 10 สิงหาคม 2549 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 7 &#8211; 8 พฤษภาคม 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์ก</p>
<p>วันที่ 7 &#8211; 13 มิถุนายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เป็นการส่วนพระองค์</p>
<p>วันที่ 14 &#8211; 18 สิงหาคม 2550 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 29 กุมภาพันธ์ &#8211; 1 มีนาคม 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนมลรัฐฮาวายเพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดศาลาไทยและทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงรับรางวัล Asia Pacific Community Building Award</p>
<p>วันที่ 8-17 พฤษภาคม 2551 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ (กรุงวอชิงตัน นครบอสตัน และนครนิวยอร์ก)</p>
<p>วันที่ 7-12 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ (นครนิวยอร์ก นครบอสตัน และมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์)</p>
<p>ฝ่ายสหรัฐฯ<br />
ตุลาคม 2509 นาย Lyndon B. Johnson เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ</p>
<p>พฤษภาคม 2512 ประธานาธิบดี Richard M. Nixon เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ</p>
<p>พฤศจิกายน 2539 ประธานาธิบดี Bill Clinton เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสครบรอบปีกาญจนาภิเษก และได้แวะเยือนไทยในเดือนพฤษภาคม 2545 ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อร่วมพิธีฉลองเอกราชของติมอร์ตะวันออก</p>
<p>วันที่ 25 พฤษภาคม 2545 อดีตประะธานาธิบดี Bill Clinton เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ</p>
<p>วันที่ 18 – 21 ตุลาคม 2546 ประธานาธิบดี George W. Bush เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะ พระราชอาคันตุกะ และเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ</p>
<p>วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2548 อดีตประธานาธิบดี George H. W. Bush และอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton เยือนไทยในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนไทยเพื่อแสดงไมตรีจากกรณีที่ไทยประสบภัยคลื่นสึนามิและศึกษาแนวทางความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย</p>
<p>วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Jimmy Cater และนาง Rosaline Carter ภริยาเยือนไทย (จังหวัดภูเก็ต)</p>
<p>วันที่ 1 &#8211; 2 ธันวาคม 2549 อดีตประธานาธิบดี Bill Clinton เยือนไทย เยี่ยมพื้นที่ประสบภัยคลื่นสึนามิ</p>
<p>วันที่ 10 &#8211; 12 ธันวาคม 2549 อดีตประธานาธิบดี George H. W. Bush เยือนไทยพร้อมด้วยนาง Barbara Bush ภริยา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันที่ 11 ธันวาคม</p>
<p>วันที่ 6-7 สิงหาคม 2551 ประธานาธิบดี George W. Bush เยือนไทยพร้อมด้วยนาง Laura Bush ภริยา</p>
<p>3.2 การเยือนสำคัญอื่นๆ (ปี 2544 – ปัจจุบัน)<br />
ฝ่ายไทย</p>
<p>วันที่ 19 เมษายน 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนกรุงวอชิงตัน</p>
<p>วันที่ 13 – 18 ธันวาคม 2544 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ<br />
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือข้อราชการกับนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เยือนสหรัฐฯ ระหว่าง<br />
วันที่ 4 – 10 ตุลาคม 2545</p>
<p>วันที่ 9 – 12 มิถุนายน 2546 นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสภาธุรกิจสหรัฐฯ – อาเซียน (USABC) และได้พบหารือข้อราชการกับประธานาธิบดีและผู้นำฝ่าย นิติบัญญัติ</p>
<p>วันที่ 15-20 กันยายน 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 27 เมษายน &#8211; 3 พฤษภาคม 2548 รองนายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 11 &#8211; 14 พฤษภาคม 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนสหรัฐฯ และร่วมประชุม Private Sector Summit on Post-Tsunami Reconstruction and Rehabilitation (PSS)</p>
<p>วันที่ 11 &#8211; 20 กันยายน 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 60</p>
<p>วันที่ 19 กันยายน 2548 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 8 &#8211; 13 กรกฎาคม 2549 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 17 &#8211; 19 กันยายน 2549 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 61</p>
<p>วันที่ 22 &#8211; 29 กันยายน 2550 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 62</p>
<p>วันที่ 22 กันยายน &#8211; 6 ตุลาคม 2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 62 และพบหารือกับฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ สถาบันวิชาการ และภาคธุรกิจของสหรัฐฯ</p>
<p>วันที่ 19-21 มีนาคม 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในโอกาสฉลองครบรอบ 175 ปีความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ (วันที่ 20 มีนาคม 2551)</p>
<p>ฝ่ายสหรัฐฯ<br />
วันที่ 24 – 25 เมษายน 2545 นาย Lincoln Bloomfield ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้านการเมืองและการทหาร เดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2546 พลเรือเอก Thomas Fargo ผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกเดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 28 – 29 กรกฎาคม 2545 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 10 มกราคม 2546 นาย John R. Bolton ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ เดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 18 – 21 สิงหาคม 2546 คณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎรเดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 18 – 21 ตุลาคม 2546 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าเอเปค ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ</p>
<p>วันที่ 10 – 14 มีนาคม 2547 นาย Thomas Ridge รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Homeland Security เดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 3-4 มกราคม 2548 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไทย</p>
<p>วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2548 อดีตประธานาธิบดี George H.W. Bush และอดีตประธานาธิบดี William J. Clinton เยือนไทยในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนไทยเพื่อแสดงไมตรีจากกรณีที่ไทยประสบภัยคลื่นสึนามิและศึกษาแนวทางความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย</p>
<p>วันที่ 4 พฤษภาคม 2548 นาย Robert Zoellick รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย</p>
<p>วันที่ 5-7 มิถุนายน 2548 นาย Donald Rumsfeld รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เยือนไทย</p>
<p>วันที่ 10-11 กรกฎาคม 2548 ดร.Condoleezza Rice รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย (จ.ภูเก็ต)</p>
<p>วันที่ 1-2 มิถุนายน 2551 นาย Robert Gates รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เยือนไทย</p>
<p>วันที่ 10-11 มิถุนายน 2551 นาย Michael Mukasey รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (US Attorney General) เยือนไทย</p>
<p>4. กงสุลกิตติมศักดิ์<br />
•กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในสหรัฐฯ<br />
1. Mr. Robert F. Henry, Jr.<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองมอนต์กอเมอรี มลรัฐแอละแบมา<br />
2. Mr. Donald W. Ringsby<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด<br />
3. Mr. George Corrigan<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองคอรัล เกเบิลส์ มลรัฐฟลอริดา<br />
4. Mr. Louis Stinson<br />
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองคอรัล เกเบิลส์ มลรัฐฟลอริดา<br />
5. Mr. Robert M. Holder, Jr. (อยู่ระหว่างการขออนุมัติลาออกจาก รมว.กต.)<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย<br />
6. Mr. Colin Miyabara<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย<br />
7. Mr. Henry M. Lambert<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐลุยเซียนา<br />
8. Mr. Joseph Milano<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครบอสตัส มลรัฐแมสซาชูเซตส์<br />
9. Ms. Mary Frances Taylor<br />
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองแคนซัส มลรัฐมิสซูรี<br />
10. Mr. Richard H. Hughes (อยู่ระหว่างดำเนินการถอดถอนเนื่องจากนาย Hughes ขอลาออก)<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา มลรัฐโอคลาโฮมา<br />
11. Ms. Nora Gordon (อยู่ระหว่างการดำเนินการแต่งตั้งเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา)<br />
รองกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา มลรัฐโอคลาโฮมา<br />
12. Mr. Nicholas J. Stanley (อยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งเป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองพอร์ตแลนด์)<br />
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐออริกอน<br />
13. Mr. Rolando J. Piernes<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครซานฮวน เครือรัฐเปอร์โตริโก<br />
14. Mr. W. Forrest Smith<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครดัลลัส มลรัฐเทกซัส<br />
15. Ms. Mary Lee Leavell Pinkerton<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองเอล ปาโซ มลรัฐเทกซัส<br />
16. Mr. Charles C. Foster<br />
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครฮุสตัน มลรัฐเทกซัส</p>
<p>5. ความตกลงเมืองพี่เมืองน้องกับสหรัฐฯ (ที่ลงนามแล้ว)</p>
<p>ความตกลงการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง<br />
เทศบาลเมืองภูเก็ต-เทศบาลนนครลาสเวกัส 10 กุมภาพันธ์ 2540<br />
เทศบาลนครเชียงใหม่-เมืองซานราฟาเอล มลรัฐแคลิฟอร์เนีย 13 มีนาคม 2533</p>
<p>การสถาปนาความสัมพันธ์<br />
เทศบาลเมืองลำพูน-เทศบาลเมืองโอรินด้า มลรัฐแคลิฟอร์เนีย 14 ธันวาคม 2541</p>
<p>ปฏิญญาแห่งมิตรภาพ<br />
เทศบาลนครอุดรธานี-เมืองรีโน มลรัฐเนวาดา 18 ธันวาคม 2535</p>
<p>ประกาศสัมพันธภาพ<br />
เทศบาลตำบลแหลมฉบัง-เมืองคาร์สัน ซิตี้ มลรัฐเนวาดา 26 กรกฎาคม 2536</p>
<p>16 มีนาคม 2552</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เศรษฐกิจการค้า ประเทศสหรัฐอเมริกา</title>
		<link>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 May 2010 06:11:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ประเทศสหรัฐอเมริกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประเทศสหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจการค้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/?p=10</guid>
		<description><![CDATA[ระบบเศรษฐกิจ ทุนนิยม ( Capitalism ) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโดยที่รัฐจะเข้าแทรกแซงในกิจการของเอกชนน้อย และสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 14,264.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2551 ประมาณ)
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: ร้อยละ 1.1 (2551)
อัตราการว่างงาน : ร้อยละ 8.1 (กุมภาพันธ์ 2552)
อุตสาหกรรม : สหรัฐฯ เป็นผู้นำทางภาคอุตสาหกรรมของโลก มีความหลากหลายสูงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก เช่น ปิโตรเลียม เครื่องยนต์เครื่องบิน อุปกรณ์การสื่อสาร เคมีภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ป่าไม้ เหมืองแร่
ดุลการค้า : มูลค่า – 677,099 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)
การส่งออก: มูลค่า 1,842,974 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)
สินค้าส่งออก : สินค้าทุน (ยกเว้นรถยนต์) ร้อยละ 36 สินค้าอุตสาหกรรม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/05/658748312_123.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-21" style="margin: 5px;" title="658748312_123" src="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/05/658748312_123-300x181.jpg" alt="" width="300" height="181" /></a>ระบบเศรษฐกิจ ทุนนิยม ( Capitalism ) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโดยที่รัฐจะเข้าแทรกแซงในกิจการของเอกชนน้อย และสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีทั้งภายในและภายนอกประเทศ<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 14,264.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)<br />
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2551 ประมาณ)<br />
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: ร้อยละ 1.1 (2551)<br />
อัตราการว่างงาน : ร้อยละ 8.1 (กุมภาพันธ์ 2552)<br />
อุตสาหกรรม : สหรัฐฯ เป็นผู้นำทางภาคอุตสาหกรรมของโลก มีความหลากหลายสูงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก เช่น ปิโตรเลียม เครื่องยนต์เครื่องบิน อุปกรณ์การสื่อสาร เคมีภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ป่าไม้ เหมืองแร่<br />
ดุลการค้า : มูลค่า – 677,099 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)<span id="more-10"></span></p>
<p>การส่งออก: มูลค่า 1,842,974 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)<br />
สินค้าส่งออก : สินค้าทุน (ยกเว้นรถยนต์) ร้อยละ 36 สินค้าอุตสาหกรรม (industrial supplies and materials) ร้อยละ 29.7 สินค้าอุปโภคบริโภค ร้อยละ 12 รถยนต์ ร้อยละ 9 อาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 8 (2551)<br />
ประเทศคู่ค้าในการส่งออก : แคนาดาร้อยละ 20 เม็กซิโกร้อยละ 11.7 จีนร้อยละ 5.5 ญี่ปุ่นร้อยละ 5.1 เยอรมันนีร้อยละ 4.2 (2551)</p>
<p>การนำเข้า: มูลค่า 2,520,073 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)<br />
สินค้านำเข้า : อุปกรณ์ในการอุตสาหกรรมร้อยละ 37 (น้ำมันดิบร้อยละ 16) สินค้าอุตสาหกรรมร้อยละ 21.6 สินค้าอุปโภคบริโภคร้อยละ 23 computer และ accessories ร้อยละ 4.7<br />
ประเทศคู่ค้าในการนำเข้า :แคนาดาร้อยละ 16 จีนร้อยละ 16 เม็กซิโกร้อยละ 10.3 ญี่ปุ่นร้อยละ 6.6 เยอรมนีร้อยละ 4.6 (2551)<br />
ปีงบประมาณ :1 ตุลาคม – 30 กันยายน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเมืองการปกครอง ของประเทศสหรัฐอเมริกา</title>
		<link>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 May 2010 06:10:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ประเทศสหรัฐอเมริกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประเทศสหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองการปกครอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/?p=8</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติของประเทศสหรัฐอเมริกาก่อกำเนิดขึ้นจากการประกาศอิสรภาพของรัฐอธิปไตย 13 มลรัฐ คำประกาศดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 และอังกฤษยอมรับเอกราชของชาติอเมริกาในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ 1789 ต่อมาในปีเดียวกัน รัฐเหล่านั้นจึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐ โดยให้มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง รัฐต่างๆ มอบอำนาจอธิปไตยหลายประการให้รัฐบาลกลางที่กรุงวอชิงตัน แต่สงวนอำนาจบางประการไว้ เช่น อำนาจนิติบัญญัติและการคลังในระดับมลรัฐ ดังนั้น ทุกมลรัฐจึงมีวุฒิสภาและสภาผู้แทนของตนเอง ( ยกเว้นเนแบรสกา ซึ่งมีสภาเดียว ) และมีอำนาจเก็บภาษีผู้มีภูมิลำเนาในมลรัฐ
ชื่อประเทศ : ชื่อเต็ม United States of America เรียกว่า สหรัฐอเมริกา
ชื่อย่อ United States เรียกว่า สหรัฐฯ
อักษรย่อ US หรือ USA
ระบอบการปกครอง : สหพันธรัฐ (Federal Republic); แบบประชาธิปไตย
โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief Executive) ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เมืองหลวง : กรุงวอชิงตัน (Washington,D.C.)
การแบ่งการปกครอง : [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/05/S200060.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-23" title="S200060" src="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/05/S200060-243x300.jpg" alt="" width="243" height="300" /></a>ประวัติของประเทศสหรัฐอเมริกาก่อกำเนิดขึ้นจากการประกาศอิสรภาพของรัฐอธิปไตย 13 มลรัฐ คำประกาศดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 และอังกฤษยอมรับเอกราชของชาติอเมริกาในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ 1789 ต่อมาในปีเดียวกัน รัฐเหล่านั้นจึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐ โดยให้มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง รัฐต่างๆ มอบอำนาจอธิปไตยหลายประการให้รัฐบาลกลางที่กรุงวอชิงตัน แต่สงวนอำนาจบางประการไว้ เช่น อำนาจนิติบัญญัติและการคลังในระดับมลรัฐ ดังนั้น ทุกมลรัฐจึงมีวุฒิสภาและสภาผู้แทนของตนเอง ( ยกเว้นเนแบรสกา ซึ่งมีสภาเดียว ) และมีอำนาจเก็บภาษีผู้มีภูมิลำเนาในมลรัฐ</p>
<p>ชื่อประเทศ : ชื่อเต็ม United States of America เรียกว่า สหรัฐอเมริกา<br />
ชื่อย่อ United States เรียกว่า สหรัฐฯ<br />
อักษรย่อ US หรือ USA<br />
ระบอบการปกครอง : สหพันธรัฐ (Federal Republic); แบบประชาธิปไตย<br />
โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief Executive) ภายใต้รัฐธรรมนูญ<br />
เมืองหลวง : กรุงวอชิงตัน (Washington,D.C.)<br />
การแบ่งการปกครอง : ประกอบด้วย 50 มลรัฐและ 1 District (District of Columbia ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กรุงวอชิงตัน) ได้แก่<br />
Alabama, Alaska (เป็นมลรัฐที่ใหญ่ที่สุด), Arizona, Arkansas, California, Colorado, Connecticut, Delaware, District of Columbia, Florida, Georgia, Hawaii, Idaho, Illinois, Indiana, Iowa, Kansas, Kentucky, Louisiana, Maine, Maryland, Massachusetts, Michigan, Minnesota, Mississippi, Missouri, Montana, Nebraska, Nevada, New Hamshire, New Jersey, New Mexico, New York, North Carolina, North Dakota, Ohio, Oklahoma, Oregon, Pennsylvania, Rhode Island (เป็นมลรัฐที่เล็กที่สุด), South Carolina, South Dakota, Tennessee, Texas, Utah, Vermont, Virginia, Washington, West Virginia, Wisconsin, Wyoming<span id="more-8"></span><br />
เขตการปกครองอื่นๆ : American Samoa, Baker Island, Guam, Howland Island, Jarvis Island, John Atoll, Kingman Reef, Midway Islands, Navassa Island, Northern Mariana Islands, Palmyra Atoll, Puerto Rico, Virgin Islands, Wake Island</p>
<p>ระบบกฎหมาย :อยู่บนรากฐานของกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ<br />
สิทธิในการเลือกตั้ง : อายุ 18 ปีขึ้นไป<br />
ประมุขของประเทศ : นาย Barack Obama เป็นประธานาธิบดี คนที่ 44 และหัวหน้ารัฐบาล เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552 สังกัดพรรครีเดโมแครต และมีนาย Joe Biden เป็นรองประธานาธิบดี</p>
<p>โครงสร้างทางการเมือง<br />
สหรัฐฯ มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมเเครต (Democrat)<br />
การปกครองแบบสหพันธรัฐ แบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกัน และมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) ดังนี้<br />
ฝ่ายบริหาร : มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไป ร่วมกับรองประธานาธิบดีทุก 4 ปี ในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ( Electoral College ) จำนวน 538 คน ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภา และทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ทำสนธิสัญญาต่างๆ ตลอดจนแต่งตั้งผู้พิพากษา เอกอัครราชทูตและตำแหน่งต่างๆของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy Assistant Secretary) ขึ้นไป<br />
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ประกอบด้วย 2 สภา คือ<br />
วุฒิสภา มีสมาชิกจากแต่ละมลรัฐ มลรัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี โดยสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ครบวาระทุก 2 ปี วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือปฎิเสธบุคคลที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และให้สัตยาบันสนธิสัญญา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง (President of the Senate) คือนาย Joe Biden หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างมาก (Majority Leader)ในวุฒิสภา ได้แก่ นาย Harry Reid (D-Nevada) หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Leader) ได้แก่ นาย Mitch McConnell (R-Kentucky)</p>
<p>สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 435 คน แบ่งตามสัดส่วนของประชากรในมลรัฐ คือ ประชากร 575,000 คน ต่อ สมาชิก 1 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี ประธานสภา (Speaker of the House) ได้แก่ นาง Nancy Pelosi (D-California) ผู้นำเสียงข้างมาก คือ นาย Steny Hoyer (D-Maryland) ส่วนผู้นำเสียงข้างน้อย คือ นาย John Boehner (R-Ohio)</p>
<p>ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น (Curcuit Court) ศาลอุทรณ์ (Appeal Court)และศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฏีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฏหมายใดๆและการปฎิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีทั้งหมด 9 คนนั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง และดำรงตำแหน่งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ<br />
วันเลือกตั้ง :การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด 4 พฤศจิกายน 2551<br />
การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไป 6 พฤศจิกายน 2555</p>
<p>สถานการณ์การเมือง<br />
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งมีนาย Barack Obama สมาชิกวุฒิสภาและตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และนาย John McCain สมาชิกวุฒิสภา และตัวแทนจากพรรครีพับริกัน เป็นผู้แข่งขันหลัก ผลปรากฏว่า ประธานาธิบดี Obama ชนะการเลือกตั้ง และทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552</p>
<p>นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน</p>
<p>รัฐบาลประธานาธิบดี Obama จะให้ความสำคัญลำดับต้นต่อการร่วมมือกับนานาประเทศ แก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ การถอนกำลังทหารจากอิรัก การดำเนินการในอัฟกานิสถานและปากีสถานเพื่อกำจัดกลุ่ม Al-Qaeda และกลุ่มหัวรุนแรง การแก้ไขปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ การต่อต้านการก่อการร้าย การต่อต้านการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรและมิตรประเทศ การแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับโลกมุสลิม การรักษาความสัมพันธ์กับจีน รัสเซีย และแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>ในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามามีแนวทางการทำงานที่มุ่งเน้นการทูตมากกว่าการใช้กำลังทหาร โดยจะมุ่งเน้นความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติ การใช้ smart power (ผสมผสาน hard และ soft power) เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อมูลทั่วไปของ ประเทศสหรัฐอเมริกา</title>
		<link>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 15:03:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ประเทศสหรัฐอเมริกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประเทศสหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[America]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: United States of America) หรือมักย่อว่า สหรัฐ หรือ อเมริกา เป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยรัฐ 50 รัฐ มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนติดต่อ กับแคนาดาทางทิศเหนือ และเม็กซิโกทางทิศใต้ ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดต่อกับแคนาดา รัสเซียและบาฮามาส โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลแบริง มหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรแอตแลนติก อ่าวเม็กซิโก และทะเลแคริบเบียนเป็นผืนน้ำล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีดินแดนบางส่วนในแคริบเบียน และมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย
สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ขนาด 9.63 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 308 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 หรือ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นประเทศซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเชื้อชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจากการอพยพจากหลายประเทศ[7] เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นเศรษฐกิจระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2551 กว่า 14.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ (อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 15 ของโลก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/02/USA_flag.gif"><img class="alignleft size-medium wp-image-25" style="margin: 5px;" title="USA_flag" src="http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/wp-content/uploads/2010/02/USA_flag-300x183.gif" alt="" width="300" height="183" /></a>สหรัฐอเมริกา</strong> (อังกฤษ: United States of America) หรือมักย่อว่า <strong>สหรัฐ</strong> หรือ <strong>อเมริกา</strong> เป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยรัฐ 50 รัฐ มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนติดต่อ กับแคนาดาทางทิศเหนือ และเม็กซิโกทางทิศใต้ ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดต่อกับแคนาดา รัสเซียและบาฮามาส โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลแบริง มหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรแอตแลนติก อ่าวเม็กซิโก และทะเลแคริบเบียนเป็นผืนน้ำล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีดินแดนบางส่วนในแคริบเบียน และมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย<span id="more-4"></span></p>
<p>สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ขนาด 9.63 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 308 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 หรือ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นประเทศซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเชื้อชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจากการอพยพจากหลายประเทศ<sup id="cite_ref-DD_6-0">[7]</sup> เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นเศรษฐกิจระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2551 กว่า 14.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ (อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 15 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.xn--12c3aup6ajbc5bul0a6atu4a7qi.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

